เห็ดหลินจือมหัศจรรย์แห่งสมุนไพร

  สารออกฤทธิ์แต่ละชนิดที่มีในเห็ดหลินจือมีประสิทธิภาพต่อร่างกายแบบองค์รวม
โดยชะลอความผิดปกติของระบบต่างๆ ภายในร่างกาย และเสริมสร้างอวัยวะต่างๆ ให้แข็งแรง  


ในสมัยโบราณชาวจีนยกย่อง ‘เห็ดหลินจือ’ (Lingzhi) ว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นสิริมงคล ซึ่งจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่าฮ่องเต้ฮั่นอู๋ตี้ (Han Wu Di) ทรงโปรดปรานเห็ดหลินจือที่ค้นพบในอุทยานของพระราชวังกานฉวนในช่วงปีที่ 3 ของการขึ้นครองราชย์ เพราะทรงเชื่อว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีและเป็นสัญลักษณ์แห่งความเจริญรุ่งเรืองที่สวรรค์ประทานให้

นอกจากเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นสิริมงคล ชาวจีนโบราณ ยังยกย่องเห็ดหลินจือว่าเป็นสมุนไพรชั้นสูง เป็นราชาแห่งสมุนไพรเพราะเป็น ‘ยาอายุวัฒนะ’ ที่บำบัดรักษาโรคได้หลากหลายชนิด โดยมีการบันทึกสรรพคุณของเห็ดหลินจือไว้ครั้งแรกเมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว ในตำราแพทย์จีนโบราณ ‘เสิ่นหนงเปิ่นเฉ่าจิง’ (Sheng Nong Ben Cao Jing)ว่า

“เห็ดหลินจือมีรสชาติขมเป็นยา ไม่มีสารพิษสามารถบริโภคติดต่อกันได้ เป็นระยะเวลานาน มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่สำคัญคือ ช่วยให้จิตใจสงบ ทำให้หัวใจแข็งแรง เพิ่มความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า เพิ่มพูนสติปัญญา ชะลอความชรา อายุยืน และช่วยเพิ่มพลังให้ร่างกายสดชื่น มีชีวิตชีวา รับประทานเป็นระยะเวลานานทำให้มีชีวิตยืนยาว ไม่แก่ ตัวเบาเหมือนเซียน”

ในตำราแพทย์จีนโบราณดังกล่าว คำว่า ‘ตัวเบาเหมือนเซียน’ ก็คือ ช่วยบรรเทาอาการของโรคที่เป็นอยู่ให้ดีขึ้น ส่วนคำว่า ‘ไม่แก่’ หมายถึง การมีอายุยืนยาว และชะลอความชรานั่นเอง

สารออกฤทธิ์ คือ ‘ยาอายุวัฒนะ’

ในอดีตการบันทึกสรรพคุณทางยาของเห็ดหลินจือไว้ในตำราแพทย์จีนโบราณเป็นการบันทึกจากประสบการณ์ในการใช้เห็ดหลินจือบำบัดรักษาโรคที่ยังขาดหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ ทำให้นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี สหรัฐอเมริกา และในยุโรปศึกษาค้นคว้าเรื่องเห็ดหลินจืออย่างจริงจัง โดย Mr. Zhao Ji Ding ผู้เชี่ยวชาญด้านเห็ดหลินจือชาวจีนได้แบ่งเห็ดหลินจือออกเป็น 6 ชนิด ได้แก่ เห็ดหลินจือสีแดง สีม่วง สีเหลือง สีขาว สีดำ และสีเขียว ซึ่งแต่ละชนิดมีสรรพคุณทางยาปลีกย่อยแตกต่างกัน แต่จากการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในระดับดีเอ็นเอพบว่า เห็ดหลินจือสีแดง และสีม่วงเท่านั้น ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นเห็ดหลินจือที่แท้จริง ซึ่งมีสารออกฤทธิ์ที่มีประสิทธิภาพในการบำบัดรักษาโรคมากที่สุดจึงได้รับความนิยมนำมาผลิตเป็นสมุนไพรสกัดจากเห็ดหลินจือหรือผลิตภัณฑ์ในการดูแลรักษาสุขภาพที่มีส่วนประกอบของสารสกัดจากเห็ดหลินจือ

นอกจากนี้นักวิจัยเกี่ยวกับเห็ดหลินจือยังศึกษาค้นคว้าอย่างต่อเนื่องเพื่อหาทางพิสูจน์ว่าทำไมเห็ดหลินจือจึงมีคุณสมบัติทางด้านเภสัชวิทยาโดดเด่นและแตกต่างจากสมุนไพรชนิดอื่น ซึ่งในหนังสือ ‘สุดยอดสมุนไพรเห็ดหลินจือ’ ที่ ดร.เฉิน เติ้ง ไห่ ผู้เชี่ยวชาญด้านเห็ดหลินจือชาวไต้หวันเป็นผู้เขียน ระบุไว้ว่าประเทศจีน และญี่ปุ่น เริ่มศึกษาวิจัยฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของเห็ดหลินจือตั้งแต่ พ.ศ. 2513 เป็นต้นมา จนกระทั่งค้นพบว่าเห็ดหลินจือมีสารออกฤทธิ์ที่มีผลทางเภสัชวิทยาที่สำคัญ คือ


ทั้งนี้ สารออกฤทธิ์ในเห็ดหลินจือเกี่ยวข้องโดยตรงกับสายพันธุ์ ช่วงระยะเวลาในการเจริญเติบโต และขั้นตอนการเพาะปลูก ฉะนั้นเมื่อศึกษาเกี่ยวกับสารออกฤทธิ์ในเห็ดหลินจือจะต้องศึกษาเกี่ยวกับสายพันธุ์ และลักษณะของเห็ดหลินจือด้วยจึงจะเข้าใจว่าสารออกฤทธิ์แต่ละประเภทมีสรรพคุณทางด้านเภสัชวิทยาอย่างไร

เห็ดหลินจือปรับสมดุลร่างกาย

ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปีที่นักวิจัยจากหลายประเทศได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเห็ดหลินจือหลากหลายสายพันธุ์ด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย ดร. เฉิน เติ้ง ไห่ ผู้เชี่ยวชาญด้านเห็ดหลินจือชาวไต้หวัน สรุปสรรพคุณทางด้านเภสัชวิทยาของเห็ดหลินจือไว้ในหนังสือ ‘สุดยอดสมุนไพรเห็ดหลินจือ’ ว่า สารออกฤทธิ์แต่ละชนิดที่มีในเห็ดหลินจือมีประสิทธิภาพต่อร่างกายแบบองค์รวม โดยชะลอความผิดปกติของระบบต่างๆ ภายในร่างกาย และเสริมสร้างอวัยวะต่างๆ ให้แข็งแรง ดังนี้




ปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกัน เนื่องจากโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นมากกว่า 80% มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน ตั้งแต่โรคที่ไม่ร้ายแรง เช่น หวัด จนถึงโรคร้ายแรงต่างๆ เช่น โรคภูมิแพ้ โรคมะเร็ง โรคภูมิเพี้ยน (SLE) โรคเอดส์ และโรคซาร์ส (SARS) การเจ็บป่วยเหล่านี้เป็นผลจากความสามารถของภูมิคุ้มกันที่ลดต่ำลง ทำให้ไม่สามารถป้องกันตัวเองจากเชื้อโรคต่างๆได้ ซึ่งแท้จริงถ้าเราได้รับสารอาหาร และพักผ่อนอย่างเพียงพอ ร่างกายก็จะสร้างเซลล์ภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆได้ โดยระบบภูมิคุ้มกันของคนเราแตกต่างกันตามพันธุกรรม และพื้นฐานสุขภาพร่างกาย ดังนั้น เพื่อป้องกันการเจ็บป่วยต่างๆ เราจึงต้องเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง

จากการศึกษาพบว่าสารโพลีแซคคาไรด์ในเห็ดหลินจือมีประสิทธิภาพในการกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวหรือเซลล์ภูมิคุ้มกันชนิดต่างๆ ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรง นอกจากนี้สารไตรเทอร์พีนอยด์ในเห็ดหลินจือยังช่วยรักษาระดับของระบบภูมิคุ้มกันให้อยู่ในระดับสมดุล คือ ระบบภูมิคุ้มกันทำงานไม่มากเกินหรือน้อยเกินไป เช่น โรคภูมิแพ้ซึ่งเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันทำงานมากเกินไป ในปี ค.ศ. 1986 มีรายงานของ Konda และคณะนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น ได้ค้นพบว่าสารไตรเทอร์พีนอยด์ที่พบใน G. lucidum ได้แก่ กรดการ์โนเดอริก A, B, C, D มีประสิทธิภาพในการยับยั้งมาส์ทเซลล์ (mast cell) ไม่ให้หลั่งสารฮีสตามีน ซึ่งก่อให้เกิดการแพ้ และในปี ค.ศ. 2006 หลินปี้เฟิง และคณะ แห่งมหาวิทยาลัยไต้หวัน ได้ทำการวิจัยพบว่า G. tsugae สามารถลดการตอบสนองในรูปภูมิแพ้ที่มีต่อระบบทางเดินหายใจได้

นอกจากนี้งานวิจัยของ Dr. Masao Hattori แห่งมหาวิทยาลัย Toyama Medical และ Pharmaceutical University ในปี ค.ศ. 1998 ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ประสิทธิภาพของเห็ดหลินจือที่มีต่อการยับยั้งเอนไซม์ HIV-Protease ส่งผลให้เชื้อโรคอ่อนกำลังหมดประสิทธิภาพ และไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้ การวิจัยชิ้นนี้ได้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของเห็ดหลินจือที่มีต่อระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย


ปกป้องและฟื้นฟูตับ ตับเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดภายในร่างกาย มีหน้าที่การทำงานครอบคลุมตั้งแต่ดูดซึมสารอาหาร การเปลี่ยนรูปสาร การเก็บตุนสารอาหาร การผลิตโปรตีน มีส่วนร่วมในระบบการย่อยอาหาร จนกระทั่งการกำจัดของเสีย และการขับสารพิษ แต่เนื่องจากตับไม่มีเส้นประสาทพาดผ่าน ในยามที่เกิดอาการบาดเจ็บจึงไม่แสดงอาการเจ็บปวดใดๆ จนกระทั่งตับเกิดการอักเสบ บวมโตจนไปบีบทับอวัยวะที่อยู่ใกล้เคียงจึงรู้สึกเจ็บที่บริเวณช่องท้องขวาด้านบน เมื่อเป็นเช่นนี้มีโอกาสที่จะเกิดตับวาย และเสียชีวิตได้ ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุด คือ การป้องกันดูแลรักษาตับให้อยู่ในสภาพที่ปกติ และตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี

สารออกฤทธิ์ในเห็ดหลินจือที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันตับ คือ สารไตรเทอร์พีนอยด์ และสารโพลีแซคคาไรด์ ดังจะเห็นได้จากงานวิจัยของ ศาสตราจารย์ Lin Wen Chuan ในปี ค.ศ. 2004 ได้ทำการทดลอง เรื่อง เห็ดหลินจือสกัดสามารถป้องกันอาการเรื้อรังจากการได้รับสารพิษ CCl4 ในหนูทดลองได้สำเร็จสมบูรณ์เป็นที่แรกของโลก โดยสรุปได้ว่าเห็ดหลินจือสามารถฟื้นฟูสภาพที่เปลี่ยนแปลงไปของตับ รวมถึงสภาพการเกิดเส้นใย และการบวมโตของม้ามได้

ในปี ค.ศ. 2006 Lakshmi และคณะนักวิทยาศาสตร์ชาวอินเดีย เผยแพร่ผลการวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า ดอกเห็ดหลินจือสกัดมีประสิทธิภาพในการปกป้องตับของหนูทดลองจากสารพิษเบนโซไฟลีน ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งได้

นอกจากนี้งานวิจัยของ Lin Zhi Bing และคณะ ในปี ค.ศ. 2002 ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร World J. Gastroenterol พบว่า สารโพลีแซคคาไรด์ใน G. lucidum มีประสิทธิภาพในการป้องกันอาการบาดเจ็บในตับของหนูทดลองขนาดเล็กที่ได้รับสารพิษอย่างเฉียบพลันได้

สารสกัดเห็ดหลินจือที่มีคุณภาพนอกจากจะช่วยลดการอักเสบ และบาดเจ็บของตับแล้ว ยังควรมีประสิทธิภาพในการช่วยสร้างเซลล์ตับใหม่ บรรเทาการเกิดเส้นใยในตับ อีกทั้งฟื้นฟูการทำงานของตับได้ด้วย


ป้องกัน และรักษาโรคเรื้อรัง “โรคเรื้อรัง” คือ โรคที่ไม่ใช่โรคติดต่อ เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันในเลือดสูง โรคหลอดเลือดสมอง และโรคเบาหวาน รวมทั้งความผิดปกติของระบบการเผาผลาญภายในร่างกาย และระบบต่อมไร้ท่อ ซึ่งโรคเหล่านี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดแต่สามารถควบคุมได้ โดยการรักษานั้นจะเป็นเพียงการป้องกันไม่ให้ร่างกายสูญเสียการทำงานมากขึ้นเท่านั้น และอาจทำให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมานเนื่องจากผลของโรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น เช่น การตัดขาทิ้งเนื่องจากโรคเบาหวาน การเป็นอัมพาตเนื่องจากหลอดเลือดในสมองแตก

โรคเรื้อรังหลักที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตในอัตราสูง ได้แก่ หลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมอง และโรคไต โดยผู้ป่วยทั้ง 3 โรคนี้มี ความเหมือนกัน คือ มีความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และน้ำตาลในเลือดสูง จากผลงานวิจัยจำนวนมากทำให้นักวิจัยที่ร่วมศึกษาต่างให้การยอมรับว่า เห็ดหลินจือมีประสิทธิภาพต่อการควบคุมระดับความสูงทั้ง 3 อย่าง โดยไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียง ซึ่งเป็นสิ่งที่ยาแผนปัจจุบันทำไม่ได้



สำหรับงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเห็ดหลินจือที่มีผลต่อโรคเรื้อรัง ดังเช่น

  • ค.ศ. 2005 นักวิทยาศาสตร์ชาวสวิสเซอร์แลนด์ได้ตีพิมพ์ผลการวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า สารไตรเทอร์พีนอยด์ในเห็ดหลินจือ (กรดการ์โนเดอริก) เข้าไปยับยั้งการผลิตโคเลสเตอรอล ในตับของหมูมินิ จึงช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือดได้ โดยสารไตรเทอร์พีนอยด์พบมากใน G. tsugae
  • ค.ศ. 2003 ศาสตราจารย์หลินจื่อปิง และคณะแห่งมหาวิทยาลัยปักกิ่ง พบว่าหากหนูทดลองขนาดเล็กซึ่งเป็นเบาหวานได้รับสารโพลีแซคคาไรด์ในเห็ดหลินจือติดต่อกัน 10 วัน ระดับค่าอินซูลินในเลือดจะเพิ่มขึ้น และความเข้มข้นของน้ำตาลในเลือดลดลง สามารถป้องกันการตายของเบต้าเซลล์ในตับอ่อน เนื่องจากสารโพลีแซคคาไรด์สามารถกำจัดอนุมูลอิสระในตับอ่อนได้
  • ค.ศ. 1986 Morigiwa และคณะชาวญี่ปุ่น ได้ทำการทดลอง พบว่าสารไตรเทอร์พีนอยด์ในเห็ดหลินจือมีประสิทธิภาพในการยับยั้งการหลั่งเอนไซม์ ACE ซึ่งเป็นสาเหตุของการหดตัวของหลอดเลือด แสดงให้เห็นว่าหากใช้เห็ดหลินจือติดต่อกันเป็นเวลานานต่อเนื่องสามารถควบคุมระดับความดันสูงได้

ต่อต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) อนุมูลอิสระ คือ สารที่เกิดจากกระบวนการเผาผลาญภายในร่างกาย รวมถึงได้รับจากมลพิษต่างๆ ภายนอก เช่น ควันบุหรี่ และโลหะหนัก เป็นต้น โดยปกติในร่างกายมีระบบที่ทำหน้าที่กำจัดของเสียออกจากร่างกาย รวมทั้งอนุมูลอิสระเหล่านี้ แต่เมื่อใดก็ตามที่จำนวนของอนุมูลอิสระภายในร่างกายมากเกินกว่าขอบเขตการป้องกันร่างกายตามธรรมชาติ อนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นจะทำให้เกิดความเสื่อม ส่งผลให้เกิดความผิดปกติต่อระบบต่างๆของร่างกาย เช่น ทำให้เกิดริ้วรอย แก่ก่อนวัย ตลอดจนโรคร้ายต่างๆ ทั้งโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคมะเร็งด้วย

คนทั่วไปมักคิดว่าการรับประทานอาหารหรือยาที่มีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามิน C, E, สารโพลีฟีนอลในเมล็ดองุ่น หรือชาเขียว น่าจะเพิ่มประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระภายในร่างกายได้ แต่ในความจริงมีอาหารเพียงบางชนิดเท่านั้นที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระภายในร่างกายได้ เช่น เห็ดหลินจือ โดยจากการทดลองในสัตว์ทดลอง รวมถึงการทดลองทางคลินิก ได้สรุปถึงผลการวิจัยเห็ดหลินจือที่มีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระ โดยเห็ดหลินจือจะรวมตัวกับอนุมูลอิสระเพื่อควบคุม และทำให้อนุมูลอิสระหยุดการทำลายร่างกาย เป็นการป้องกันความแก่ชรา และป้องกันอวัยวะสำคัญทั้งสมอง และหัวใจ ซึ่งตรงกับตำรายาโบราณ “เสิ่นหนงเปิ่นเฉ่าจิง” ที่ได้ระบุถึงเห็ดหลินจือไว้ว่า “รับประทานในระยะยาวอย่างต่อเนื่องทำให้ตัวเบา ไม่แก่ อายุยืน จนกลายเป็นเซียน”



ปัจจุบันความรู้ทางวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าไปมาก มีผู้สนใจทดลองศึกษาผลของเห็ดหลินจือต่อการชะลอความชรามากมาย เช่น ปี ค.ศ. 1999 Zhu และคณะ แห่ง Chinese University of Hong Kong ทำการทดลองภายนอกร่างกายของตับในหนูทดลองพบว่ากรดการ์โนเดอริก A, B, C, D กรด Lucidenic acid B และ Ganodermanontriol ซึ่งเป็นสารไตรเทอร์พีนอยด์ในเห็ดหลินจือมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ

มีงานวิจัยให้หนูทดลองที่แก่ง่ายกินเห็ดหลินจือตลอดทั้งชีวิต พบว่าอายุขัยเฉลี่ยของหนูสูงขึ้น 1 ใน 5 ของอายุขัยปกติ เมื่อพิจารณาค่าดัชนีการต้านอนุมูลอิสระ และดัชนีค่าเลือดต่างๆ พบว่าหนูกลุ่มที่กินเห็ดหลินจือมีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระที่เพิ่มสูงขึ้นซึ่งสอดคล้องกับผลการทดลองในมนุษย์


ป้องกันโรคมะเร็ง เมื่อประมาณ 4,000 ปีที่แล้ว ได้มีหลักฐานข้อมูลทางประวัติศาสตร์บันทึกถึงเนื้องอกชนิดร้ายแรงในร่างกายมนุษย์ และพบว่าเมื่อสังคมเจริญมากขึ้น แนวโน้มของจำนวนคนที่ป่วยเป็นมะเร็งจะเพิ่มสูงขึ้น และเป็นครอบคลุมถึงอวัยวะแทบจะทุกส่วนในร่างกาย ยกเว้นเพียงฟัน เล็บ และเส้นผมเท่านั้น

มะเร็งเกิดจากเซลล์ภายในร่างกายได้กลายพันธุ์ (mutation) และเพิ่มปริมาณอย่างรวดเร็ว จนทำให้เนื้อเยื่อหรืออวัยวะสูญเสียความสามารถดั้งเดิมไป จนกระทั่งเป็นอันตรายต่อชีวิต การรักษาตามแพทย์แผนปัจจุบัน จะมีการผ่าตัด การให้เคมีบำบัด และการฉายแสง แต่มักทำให้ผู้ป่วยมีอาการข้างเคียง และโอกาสในการรักษาสำเร็จไม่ถึง 100% ปัจจุบันมีโรงพยาบาลบางแห่งได้ใช้การรักษาแบบผสมผสานการแพทย์แผนจีนร่วมกับแผนตะวันตก ทำให้เพิ่มโอกาสในการรักษาให้สำเร็จและยังช่วยลดผลข้างเคียงในผู้ป่วยลงได้

ในปี ค.ศ. 1985 ศาสตราจารย์ต้งต้าเฉิน ประเทศไต้หวัน ได้เผยแพร่ผลการทดลองประสิทธิภาพของเห็ดหลินจือที่มีต่อโรคมะเร็งในหนูทดลอง โดยให้หนูที่เป็นเนื้องอกรับประทานเห็ดหลินจือสกัดเข้มข้นเป็นเวลา 30 วันต่อเนื่อง พบว่าการใช้ปริมาณสูงจะมีประสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญเติบโตของก้อนเนื้องอก ถือเป็นงานทดลองชิ้นแรกในโลกที่มีการให้หนูทดลองรับประทานเห็ดหลินจือ และนำไปสู่การทดลองต่อมาซึ่งเป็นการทดลองทางคลินิกที่ได้มีข้อชี้แนะว่าการใช้เห็ดหลินจือในปริมาณสูงมีความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพในการยับยั้งโรคมะเร็ง

ต่อมาในปี ค.ศ. 2002 นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น Kimura และคณะ นำเสนอผลการทดลองประสิทธิภาพของสารไตรเทอร์พีนอยด์ในเห็ดหลินจือที่มีต่อการยับยั้งเซลล์มะเร็งปอดของหนูทดลอง โดยพบว่าการให้สารไตรเทอร์พีนอยด์ในเห็ดหลินจือปริมาณสูงต่อเนื่องเป็นเวลา 18 วัน ทำให้การแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งไปที่ม้าม และตับน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับเห็ดหลินจืออย่างชัดเจน นอกจากนี้ยิ่งบริโภคปริมาณสูง การแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งยิ่งน้อยลง ซึ่งเป็นผลจากสารไตรเทอร์พีนอยด์มีประสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญเติบโตของหลอดเลือดในเซลล์มะเร็งโดยตรง ทำให้เซลล์มะเร็งไม่สามารถอาศัยหลอดเลือดที่สร้างขึ้นมาใหม่ในการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น จึงไม่ได้รับสารอาหารจนตายในที่สุด

ในขณะที่สารโพลีแซคคาไรด์จะช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้กำจัดเซลล์แปลกปลอมไม่ให้กลายเป็นเซลล์มะเร็ง เพิ่มประสิทธิภาพของเซลล์ภูมิคุ้มกันในการตรวจจับ และกวาดล้างเซลล์ที่ผิดปกติ รวมทั้งกระตุ้นการเพิ่มปริมาณ และการทำงานของฟาโกไซท์ (Phagocyte) นูโทรพีเนีย (Neutropenia) เนเชอรัล คิลเลอร์ เซลล์ (Natural Killer Cell) ทีเซลล์ (T-Cell) และแอนตี้บอดี กระตุ้นการทำงานของเดนดริติกเซลล์ (Dendritic Cell) และกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับเซลล์ภูมิคุ้มกันซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้เนื้องอกฝ่อ และตาย เช่น งานวิจัยของศาสตราจารย์หวังเซิงหยวน และคณะมหาวิทยาลัยหยางหมิง ประเทศไต้หวัน พบว่าสารโพลีแซคคาไรด์สามารถกระตุ้นมาโครฟาจ (Macrophage) และเซลล์น้ำเหลืองในการหลั่งสารที่ไปทำลายเซลล์เนื้องอกได้


ผ่อนคลายระบบประสาท มีคนจำนวนมากที่ภายหลังการรับประทานเห็ดหลินจือสกัดแล้วนอนหลับได้ดีขึ้น นั่นเป็นเพราะสารออกฤทธิ์นิวคลีโอไทด์ (Nucleotides) ในเห็ดหลินจือมีประสิทธิภาพต่อการผ่อนคลายระบบประสาทส่วนกลางจึงช่วยบรรเทาอาการปวด และทำให้จิตใจสงบ โดยมีงานวิจัยทดลองฉีดยูริดีน (uridine) ซึ่งเป็นนิวคลีโอไทด์ชนิดหนึ่งเข้าที่กระเพาะหนูทดลองตัวใหญ่ก่อนที่จะพลบค่ำ พบว่าช่วยย่นระยะเวลาก่อนที่จะหลับของหนูทดลองได้ กล่าวคือ นอนหลับได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ที่ประเทศจีนได้มีการทดลองทางคลินิกแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เห็ดหลินจือสกัดมีประสิทธิภาพต่ออาการนอนหลับยากเนื่องจากภาวะอารมณ์ได้

และหลักฐานจากการศึกษาวิจัยของนักวิจัยยุคปัจจุบันที่สอดคล้องกันว่า สารออกฤทธิ์แต่ละชนิดที่มีในเห็ดหลินจือมีสรรพคุณทางเภสัชวิทยาทำงานประสานกันอย่างน่าอัศจรรย์ ส่งผลให้ร่างกายเกิดความสมดุล เสริมสร้างพลังในการป้องกัน และบำบัดรักษาโรค ช่วยให้อวัยวะต่างๆ ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุนี้เห็ดหลินจือจึงได้รับการยอมรับในวงการแพทย์แผนปัจจุบัน และการแพทย์ทางเลือกว่าเป็นยอดแห่งสมุนไพรในบรรดาสมุนไพรที่มีอยู่ในปัจจุบัน



เอกสารอ้างอิง :

Chen Deng Hai, Ph.D. สุดยอดสมุนไพรเห็ดหลินจือ

Konda H., et.al., The biological active constituents of Ganoderma lucidum (Fr.) Karst Histamine release-inhibitory triterpenes. Chem. Pharm. Bull. 1986;33(4), 1367-74.

Min B. S., Nakamura N., Miyashiro H., Ba, K.W. and Hattori M., Triterpenes from the spores of Ganoderma lucidum and their inhibitory activity against HIV-1 protease. Chem. Pharm. Bull. 1998, 46, 1607-12.

Lin WC and Lin WL. Ameliorative effect of Ganoderma lucidum on carbon tetrachloride-induced liver fibrosis in rats. World J. Gastroenterol. 2004;12(2):265-70.

Lakshmi B., et al. Antiperoxidative, anti-inflammatory, and antimutagenic activities of ethanol extract of the mycelium of Ganoderma lucidum occurring in South India. Teratog. Carcinog. Mutagen. 2003;Suppl 1:85-97.

Zhang HN., et al., In vitro and in vivo protective effect of Ganoderma lucidum polysaccharides on alloxan-induced pancreatic islets damage. Life Sci. 2003;73(18):2307-19.

Kimura Y., et al., Antitumor and antimetastatic effects on liver of triterpenoid fractions of Ganoderma lucidum : mechanism of action and isolation of an active substance. Anticancer Res. 2002:22(6A):3309-18.